
[Verse 1] เช้าวันหนึ่งที่ประตูโรงเรียน เด็กคนหนึ่งเดินผ่านผู้คนมากมาย มีรอยยิ้มที่ไม่มีใครถามไถ่ มีบางอย่างข้างในที่ไม่เคยพูด ครูเดินผ่าน เด็กเดินผ่าน ต่างคนต่างมีเรื่องราวของตัวเอง คำว่า “ไม่เป็นไร” ที่พูดกันจนเคย อาจมีใครคนหนึ่งกำลังร้องไห้ [Pre-Chorus] ถ้าวันนั้นมีใครหยุดถามสักคำ ถ้าวันนั้นมีใครนั่งฟังนานกว่านั้น ถ้าเราไม่รีบตัดสินว่าเขาเป็นอย่างไร บางทีเรื่องร้ายอาจไม่ต้องเกิดขึ้น [Chorus] ถ้าเราใส่ใจกันกว่านี้ ถ้าเรามองตากันกว่านี้ ถ้าเราฟังเสียงเล็ก ๆ ก่อนมันจะกลายเป็นเสียงที่ไม่มีวันย้อนคืน ถ้าเรากอดเด็กคนนั้นเอาไว้ ก่อนเขาจะคิดว่าไม่มีใคร บางทีเช้าวันนั้น อาจยังมีทุกคนเดินกลับบ้าน [Verse 2] เด็กบางคนกลับบ้านแล้วไม่มีใครถาม วันนี้ที่โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง บางคนเก็บคำพูดไว้ข้างในทุกอย่าง เพราะเคยพูดแล้วไม่มีใครฟัง บางคนถูกเรียกว่า “เด็กมีปัญหา” แทนที่จะถามว่า “เกิดอะไรขึ้น” บางคนยิ้มให้เราในทุก ๆ วัน แต่ข้างในอาจกำลังพังลงทีละนิด [Pre-Chorus] เราอาจไม่มีเวลามากพอ เราอาจคิดว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญ แต่สำหรับเด็กคนหนึ่งในวันนั้น คำถามของเราอาจช่วยชีวิตเขา [Chorus] ถ้าเราใส่ใจกันกว่านี้ ถ้าเรามองตากันกว่านี้ ถ้าเราฟังเสียงเล็ก ๆ ก่อนมันจะกลายเป็นเสียงที่ไม่มีวันย้อนคืน ถ้าเรากอดเด็กคนนั้นเอาไว้ ก่อนเขาจะคิดว่าไม่มีใคร บางทีเช้าวันนั้น อาจยังมีทุกคนเดินกลับบ้าน [Bridge] ไม่มีเด็กคนไหนควรต้องแบกโลก ด้วยหัวใจที่ยังเล็กเกินไป ไม่มีคำว่า “เด็กไม่เป็นไรหรอก” ถ้าเรายังไม่เคยถามเขาจริง ๆ และไม่มีใครรู้หรอกว่า หนึ่งคำถามจะเปลี่ยนอะไรได้บ้าง “วันนี้เป็นอย่างไร” “มีอะไรอยากเล่าให้ฟังไหม” [Chorus – ใหญ่ขึ้น] ถ้าเราใส่ใจกันกว่านี้ ถ้าเรามองเห็นกันกว่านี้ ถ้าเราไม่ปล่อยให้ใคร ต้องเดินอยู่คนเดียวท่ามกลางผู้คนมากมาย ถ้าเราเป็นบ้านให้เด็กได้พัก เป็นคนที่เขาพูดความจริงได้ บางทีเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น อาจไม่เกิดขึ้นเลย [Outro] พรุ่งนี้เมื่อเด็กเดินเข้าประตู อย่าเพียงถามว่า “ทำการบ้านหรือยัง” ลองถามเขาด้วยว่า “วันนี้หัวใจเป็นอย่างไรบ้าง” เพราะบางครั้ง การดูแลใครสักคน ไม่ต้องทำเรื่องยิ่งใหญ่ แค่หยุดฟัง แค่มองเห็น แค่บอกเขาว่า... “เธอไม่ได้อยู่คนเดียว”

