
[Intro] เมื่อใจล่องลอยไปในเงาแห่งความอยาก โลกทั้งใบก็ร้อนดั่งไฟเผาไม่สิ้นสุด แต่เมื่อรู้ทันใจตนเอง เปลวไฟนั้น…ย่อมดับลงได้ [Verse 1] ยามรุ่งเช้าใต้เงาเมืองสาวัตถี พระอานนท์เดินตามวิถีแห่งธรรม แต่ในใจของพระวังคีสะ กลับถูกเปลวแห่งกิเลสครอบงำ ความกระสันดั่งไฟลามเผาใจ ความกำหนัดดั่งคลื่นไม่หยุดไหว จึงเอ่ยถามด้วยเสียงอันอ่อนล้า “ทางดับทุกข์นั้นอยู่แห่งใด” [Chorus] ดับไฟในใจ ด้วยแสงแห่งปัญญา ปล่อยภาพลวงตา ที่พาใจหลงทาง ทุกสิ่งล้วนผันแปร ไม่จีรังยั่งยืน อย่ายึดว่าเป็นเรา เป็นของเราอีกเลย จงเห็นกายนี้ เป็นเพียงธุลี จงเห็นโลกนี้ ไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้ เมื่อรู้ทันราคะที่เผาใจ ความสงบจะผลิบาน…จากภายใน [Verse 2] พระอานนท์กล่าวด้วยเมตตา “จงละนิมิตอันงดงามเสียเถิด สิ่งทั้งหลายล้วนแปรเปลี่ยน มีเกิดขึ้น แล้วดับไป” จงพิจารณากายให้เห็นตามจริง ไม่งดงาม ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน เจริญอสุภะให้ใจตั้งมั่น จนคลื่นแห่งตัณหาค่อยจางหาย [Bridge] เมื่อสติตั้งมั่นกลางลมหายใจ มานะทั้งหลายก็อ่อนแรงลง ไม่หลงรูป ไม่หลงเงา ไม่ถูกไฟแห่งกามเผาผลาญอีกต่อไป ความว่างอันสงบ ค่อยเปิดทางในหัวใจ ดั่งจันทร์ส่องฟ้าหลังพายุผ่านพ้น [Chorus (ท่อนจบ)] ดับไฟในใจ ด้วยธรรมแห่งพระพุทธองค์ ปล่อยความลุ่มหลง ให้ลอยไปกับสายลม ชีวิตนี้เป็นเพียงทางผ่าน ไม่มีสิ่งใดควรยึดมั่นตลอดกาล เมื่อรู้เท่าทันใจตนเอง ย่อมพบทางแห่งความสงบงาม ผู้ดับไฟแห่งราคะได้ ย่อมเดินเดียวดาย…อย่างเป็นสุข Outro ไฟกิเลส…ดับได้ด้วยสติ ใจที่เคยเร่าร้อน…ย่อมคืนสู่ความสงบ

